Movie

After Shock(+สปอยล์ นิดๆ)

 

     สวัสดีครับ พบกันอีกแล้ว สำหรับเอนทรี่นี้จะพาไปทำความรู้จักกับ ภาพยนตร์สุดซึ้งอย่าง After Shock ครับ ซึ่งเชื่อว่าหลายๆคนคงไม่รู้จักเพราะหนังเรื่องนี้เข้า เฉพาะโรง ลิโด้ สยามครับผม <อย่าเพิ่งหนีกันไปก่อนนะครับ เพราะหนังเรื่องนี้ดีจริงๆ>

    สำหรับวันนี้ก็ตั้งใจไปดูหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะได้ข่าวมานานแล้ว แต่เพิ่งรู้ว่าเข้าที่โรง ลิโด้ด้วยครับ ก็เลยมีโอกาสได้ไปดูวันนี้ ทีแรกไปถึงคิดว่าคนคงไม่เยอะ เลยไปก่อนสัก 30 นาที ที่ไหนได้ แถวบนๆเต็มเกือบหมดเลยครับ

    หนังเรื่องนี้ถล่มรายได้ Box Office ของจีนตั้งแต่เปิดตัวเลยครับส่วนของจีนนั้น เข้าฉายในโรง Imax เลยทีเดียวครับ เรื่องราวเรื่องนี้เกี่ยวกับโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ริกเตอร์ในประเทศจีน วันที่ 28 กรกฏาคม ปี 1976 เมืองถางซาน มณฑลเหอเป่ย ที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 240,000 คน บาดเจ็บกว่า 164,000 คน และว่ากันว่าเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดในรอบ 5 ศตวรรษ

  

       เรื่องราวของ After Shock แสดงให้เห็นถึงโศกนาฏกรรมจากแผ่นดินไหว โดยผ่านมุมมองของครอบครัวๆ หนึ่ง ที่มีความอบอุ่น มี พ่อ แม่ และลูกๆแฝด(ชาย หญิง) วัยกำลังน่ารัก อยู่กันอย่างมีความสุข แต่แล้ววันหนึ่งเหตุการณ์แผ่นดินไหวก็ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และเป็นความทรงจำที่จะไม่มีวันเลือนหายไปจากพวกเขา "สำหรับการสื่อเนื้อเรื่องออกมาแบบนี้ผมชอบมากครับ เพราะการดำเนินเรื่องในเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยผ่านครอบครัวที่ดูมีความสุขแบบนี้ แล้วทุกอย่างกลับพลิกผัน มันทำให้คนดูสะเทือนใจมากๆครับ"

 

ดูซิน่ารักขนาดไหน

 

     เรื่องราวยังสื่อถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูกๆด้วยครับ(ถ้าเข้าฉายวันแม่คงรายได้ถล่มทลาย) ซึ่งนับเป็นจุดขายของเรื่องเลยก็ว่าได้ เรื่องราวจะมีจุดไคแมก ที่แม่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตในการเลือกว่าต้องช่วยชีวิตลูกของตัวเอง 1 เดียวเท่านั้นที่จะรอด และการตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นตราบาปไปชั่วชีวิตครับ T T (ลองคิดดูถ้าเป็นเราได้ยินแม่ตัวเองเลือกช่วยอีกคนในวินาทีนั้น แต่เราต้องตาย วินาทีนั้นน้ำตาก็ไหลเหมือนกันครับ) แต่ตอนหลังเราจะรู้ว่า การตัดสินใจของแม่ในวินาทีนั้น มันเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของแม่เลยทีเดียวครับ Tongue out ทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงความสุขทั้งหมดในชีวิต สูญสลายไปเพียงชั่วข้ามคืนเดียวที่เกิดแผ่นดินไหวต่อหน้าต่อตาครับ

 

      เรื่องราวยังคงดำเนินต่อไปหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว 1976 ครับ ซึ่งหลังจากเหตุการณ์นั้น เรื่องราวได้ดำเนินไปถึงปี 2008 เลยทีเดียว และเราจะได้เห็นการดำเนินเรื่องของตัวเอกในเรื่องนี้กับการฟันฝ่าอุปสรรคและเรื่องราวต่างๆในหลายมุมมอง แต่ที่สำคัญคือยังไม่ทิ้งในส่วนของความผูกพันธ์เรื่องราวความรักของคำว่า "ครอบครัว" ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นว่า ความรักของ พ่อและแม่ ยิ่งใหญ่เพียงใดครับ(เสียน้ำตาเป็นกะลังมังเลยนิ)Tongue out

 

  ฉากที่ผมเสียน้ำตานะครับ

1. ฉากที่แม่ต้องตัดสินใจเลือกช่วยชีวิตลูกคนใดคนหนึ่งครับ (ซึ่งมันแทงใจดำของผมเหลือเกินครับ ถ้าเป็นลูกคนนึงที่แม่ไม่เลือกช่วยชีวิต บวกกับเห็นใจแม่อย่างสุดซึ้งครับ)

2.ฉากที่แม่บุญธรรมของตัวเอกเสียชีวิตครับ ทำให้เราได้เห็นถึงความรักอันสุดซึ้งของแม่ ที่มีต่อลูกถึงแม้จะไม้ใช่ลูกแท้ๆ แต่ก็สื่อให้เห็นถึงรักอันยิ่งใหญ่จริงๆครับ

3.ฉากที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งที่สอง แล้วตัวเอกได้เจอกับแม่คนนึงที่ต้องตัดสินใจตัดขาลูกสาวตัวเองเพื่อช่วยชีวิตลูกสาว ทำให้เข้าใจถึงความรักของแม่ครับ

4.ฉากสุดท้ายของเรื่องครับ เรียกน้ำตาได้อีกเป็นลิตร

แต่ก็ความจริงก็มีเยอะกว่านี้นะครับ เดี๋ยวจะสปอยล์ไปซะหมด ไม่ได้ซึ้งกันพอดี ฮ่าๆ

 

     มาดูข้อเสียกันบ้างนะครับ สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ทำออกมาได้ดีนะครับ แต่มีบางฉากที่เอฟเฟค และกราฟฟิคไม่ค่อยสวยเท่าไร อย่างในช่วงที่มีแผ่นดินไหวแล้วตึกพังลงมา ผมว่ายังไม่เนียนครับ แต่ก็รับได้ระดับนึงครับ อีกส่วนหนึ่งคือ จะมีเนื้อเรื่องช่วงกลางๆเรื่องดูเอื่อยๆ ช้าๆ ไปนิดนึงครับ

 

 

      สำหรับเรื่องนี้ผมให้ 4.5/5 ครับ (ใครไปดูก็อย่าลืมเตรียมผ้าเช็ดหน้าไปนะครับTongue out) วันนี้ที่โรงภาพยนตร์ ลิโด้ ครับ

 

Resident Evil :Afterlife 3D

 

     เข้าโรงเป็นที่เรียบร้อยกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปีอย่าง ผีชีวะ4(Resident Evil Afterlife) สำหรับวันนี้ผมจะพาไป รีวิว(ม่ายได้สปอยล์แต่อย่างใด) บวกกับกระแสต่อว่า ตำหนิ ด่าเสียๆหายๆ(หลังจากเข้าฉายเพียงแค่วันเดียว) Frown กับภาพยนตร์เรื่องนี้ ของคนบางกลุ่ม (ซึ่งมันจี๊ดผมมาก ) เลยต้องมาอธิบายให้ฟังกันครับ ^^ โดยหวังว่าจะมีประโยชน์ในการตัดสินใจของคนที่กำลังจะไปดู และอาจช่วยเปลี่ยนมุมมองนิดนึง ของคนที่อคติกับ ผีชีวะภาคนี้ครับ

 

บทรีวิว

     เนื้อเรื่องหลักในภาคนี้ดำเนินต่อจากภาคที่แล้วครับ โดยยังเน้นความค้นหาความจริง เป้าหมายในการหยุดยั้งไวรัส และการเอาชีวิตรอดจากเหล่าซอมบี้ และอสูรกายต่างๆ ครับ สำหรับภาค 4 นี้ได้ผู้กำกับ พอล ซึ่งเคยกำกับในภาค 1 มาแล้ว ห่างหายไปถึง 2 ภาค การกลับมาเขียนบทครั้งนี้ ในมุมมองของผมคิดว่าภาคนี้พี่แก เขียนบทที่จะพยายามลบ ในส่วนที่ดำเนินมาในภาค 2 และ 3 ออกไป ซึ่งผมคิดว่า พอล เดินมากถูกทางครับ และทำให้หนังเรื่อง ผีชีวะ กลับมามีความตื่นเต้น ระทึกใจ อีกครั้ง ถึงแม้ในภาคนี้จะมีไม่มากเท่าภาคก่อนๆครับ เนื้อเรื่องของภาคนี้ จะมีส่วนที่ทำให้คล้ายคลึงกับเกมส์ ใน Res5 อยู่หลายฉากครับ การพยายามดึงตัวละครในเกมส์ เช่น คริส และ แครล์ ออกมา ให้ได้พบกับ อลิซ(ซึ่งไม่ได้เป็นตัวละครในเกมส์ แต่สร้างขึ้นมาใหม่ในแบบภาพยนตร์) เป็นการยากมาก เพราะในหนัง ภาค 1 เนื้อเรื่องไม่ได้เหมือนในเกมส์ และส่วนในภาคนี้ผู้กำกับพยายามจะดึงกลับเข้าไปสู่เกมส์โดยพยายามเก็บรายละเอียดต่างๆ และโยงเรื่องราวเข้าไปสู่ในแบบเกมส์ โดยตัวร้ายอย่าง อัลเบิร์ต เวสเกอร์ ซึ่งความจริงในเกมส์ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอลิซ แต่อย่างใด ทำให้เนื้อเรื่องดู กลับตาลปัตรไปหมดและก็เป็นการยากมากครับที่จะทำแบบนั้น โดยเฉพาะในภาค 2-3 เราได้เห็นการผสาน T ไวรัสในร่างอลิซอย่างสมบูรณ์ กับ ร่างโคลนของอลิซ ซึ่งเป็นอะไรที่สุดๆครับFoot in mouth แต่ในภาคนี้ผู้กำกับพยายามทำให้ทุกอย่างกับมาเหมือนเดิมครับ ก็ขอชื่นชมในส่วนนี้ครับ

    

      ในส่วนของ 3D ทำออกมาได้ดี สมกับที่รอคอยครับ ด้วยกล้อง แฟนธ่อม ที่ใช้อยู่ในนาซ่า (ตัวเดียวกับที่ถ่ายทำ Avatar) ซึ่งมีความไวต่อเฟรมไวกว่ากล้องธรรมดา 40-50 เท่า โดยถ่ายทำแบบ 360 องศา และใช้ทีมงานเดียวกับ Avatar ทำให้เรื่อง 3D และกราฟฟิคออกมาเยี่ยมครับ เริ่มเปิดฉาก แรกๆ เพื่อนจะได้เห็นความเป็น 3D โผล่มาให้สัมผัสกันเลยทีเดียว ซึ่งจะเน้นการพุ่งทะลุ จอซะมากครับ แต่ด้วยความเป็นหนัง ผีชีวะ ทำให้เรื่องความสวยงาม อลังการ แบบ Avatar ตัดทิ้งไปเลยนะครับ เพราะว่าเป็นหนังแนวแอคชั่น ทำให้ฉากส่วนใหญ่ไม่ได้สวยงามขนาดนั้นครับ แต่ก็ถือว่าโอเค กับหนังแนวนี้นะครับ และผมยังไม่เห็นว่าจะมีหนัง 3D แนวเดียวกันนี้เรื่องไหนที่สู่กับ ผีชีวะได้ครับ ส่วน Avatar นั้นคนละแนวนะครับ อย่าไปเปรียบเทียบกันครับ สำหรับคนที่อยากเห็นฉาก 3D ที่ทำให้เสียวๆ ระทึกๆนิดๆ เรื่องนี้ถือว่าทำออกมาได้ดีครับ

      นักแสดงสำหรับภาคนี้จะมีหลักๆด้วยกัน 3 คนครับ คือ อลิซ(มิลล่า โจโววิซ) คริส(เวร์นเวิร์ท) และ แครล์ เรดฟิลด์(อารีย์ ลาเตอร์) สำหรับอลิซนั้นเธอยังคงแสดงได้ดีเยี่ยมเช่นเคยครับ และยังคงบทความเป็นหญิงแกร่งเช่นเคย ผมว่าเธอเข้าถึงตัวละคร อลิซได้ดีทีเดียว(เล่นมาตั้ง 4 ภาคแล้วนิFoot in mouth) ในส่วนของแครล์เรดฟิลด์ ในภาคนี้ถึงจะไม่เด่นเท่าอลิซ แต่ก็ยังมีเค้าจากในเกมส์เหลือบ้าง นั่นคือความแข็งแกร่งแต่ก็ยังอ่อนไหวเล็กๆ ซึ่งเธอก็แสดงได้ดีเช่นกันครับ แต่ผมว่าไม่น่ารักเท่าเวอร์ชั่นเกมส์นะ ใครเห็นด้วยยกมือขึ้น อิอิ ตัวละครในเกมส์ที่จะได้เห็นในภาคนี้เพิ่มขึ้นมาก็คือ คริส เรดฟิลด์ ได้นักแสดงอย่าง เวร์นเวิร์ท พระเอกจากซี่รี่เรื่อง Prison Break มารับบทนี้ ซึ่งความเห็นส่วนตัวผมว่า เวร์นเวิร์ทเหมาะกับบทนี้ เนื่องจากความขึมและหุ่นที่คล้ายๆกับ คริส ในเกมส์ภาค5 แต่เนื่องจากเนื้่อเรื่องของภาค 4 ที่อยู่ๆก็โผล่มาในภาคนี้ทำให้บทบาทของ คริสไม่เด่นและเท่เหมือนกับในเกมส์เท่าไรนัก

 

     

 

      ทางด้านของเอฟเฟค และกราฟฟิคอื่นๆ ทำออกมาได้ดีครับ ซึ่งในภาคนี้เหล่าซอมบี้ดูมีวิวัฒนาการขึ้น รวดเร็วว่องไว และฉลาดขึ้น (ซึ่งอ้างอิงมาจากในเกมส์ภาค 5นั่นเองครับ) สำหรับหมาซอมบี้ก็เป็นเอกลักษณ์ของหนักเรื่องนี้ทีเดียวครับที่ทั้งไว ทั้งฉลาด ทหารเก่งๆใน หน่วย S.T.A.R.S ที่ว่า เจ๋งๆ ก็เสร็จหมาพวกนี้มาหลายคนแล้วครับ แต่ในภาคนี้พวกมันวิวัฒนาการไปอีกขั้น โดยสามารถผ่าหัวออกได้ และกลายเป็นฟันฉลามที่แหลมคมและมีพลังทำลายมากขึ้นครับ(แหวะๆ กว่าเดิมเยอะอะ) และมีเหล่าซอมบี้ที่พัฒนาไปเหมือนกันครับโดยมีลิ้นที่แยกออกมาเป็นแฉกๆได้ ว่องไว และรวดเร็วมากๆ(ว่ายน้ำได้ด้วย แม่จ้าววว!!) ไม่เดินอุ้ยอ้าย เหมือนซอมบี้ทั่วไป เนื่องจากว่าซอมบี้เหล่านี้เกิดจากการฝังเชื่อไวรัสเข้าโดยตรงกับร่างกายไม่ได้เกิดจากการถูกกัดครับ(อ้างอิงจากในเกมส์) ส่วนซอมบี้มหาโหดในภาคนี้ที่เป็นตัวเด่นของหนีไม่พ้นเจ้า ดิ เอกซ์เซกคิวชั่นเนอ์ ซึ่งทำออกมาให้ดูโหดดีครับ ความสูงของมันถึง 8 ฟุต ตัวหนาและใหญ่มาก ได้เห็นครั้งแรกเชื่อว่า หลายคนคงสะดุ้งครับ(ลองคิดว่าถ้าเราไปเจอไอ้ตัวนี้เข้าจริงๆ ในหนังกรูคงเดธแน่ๆ) แถมพกอาวุธมหึมา อย่างขวานจัมโบ้ ซึ่งคมมากและอีกด้านนึงก็ยังเป็นค้อนอีก โดนเข้าทีอย่าหวังจารอดครับ ชิ้นส่วนศพนี้คงแทบหากันไม่เจอเลยทีเดียว ซอมบี้ในภาคนี้จะไม่แหวะๆ เหมือนภาคแรกนะครับ ดูมันคล้ายสิ่งมีชีวิตมากขึ้น และเราจะไม่ค่อยเห็นในส่วนของฉากโหดๆเลือดสาดเท่าไรนะครับ

   

 

     สำหรับภาคนี้ดูเหมือนจะเน้นฉากแอคชั่นเป็นพิเศษครับ จะได้เห็นฉากแอคชั่น เท่ๆ เกือบตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งอาจทำให้ขาดความขลัง และเอกลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ไป แต่ฉากแอคชั่นที่ทำออกมาก็ทำได้ดีครับและข้อเสียอีกอย่างนึงของหนังเรื่องนี้คือ ตัวประกอบในภาคนี้ตายง่ายเกินไปครับ

      ฉากที่ผมชอบมากที่สุด คงหนีไปไม่พ้นกับฉาก ต่อสู้ระหว่างตัวเอก กับ ดิ เอกซ์เซกคิวชันเนอร์ ครับ ผมคิดว่าฉากนี้ทำออกมาดีมากครับ ทั้งความเป็น 3D ในฉากนี้ที่ทำให้ระทึกใจกว่าหนังฟิล์มธรรมดา การได้เห็นความโหดของ เอกซ์เซกคิวชันเนอร์แบบระยะประชิด ซึ่งถอดแบบออกมาจากในเกมส์เลย หยดน้ำในฉากนี้กระเด็นกระดอนเข้าตาผมหมดครับ และยืนยันว่าฉากนี้สุดยอดจริงๆครับ

 

     สำหรับสุดท้าย กับกระแสเมื่อวานนี้ที่หนังเข้าวันแรก ก็มีคนบ่นต่างๆมากมายว่า "เสียดายเงิน"ครับ แต่ผมคิดว่าถ้าเราทำความเข้าใจกับหนังสักหน่อย ก่อนไปดู เชื่อว่าคงไม่คิดแบบนั้นแน่นอนครับ เพราะหนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ดีระดับนึงในแบบฉบับของมันเองครับ แต่อาจด้วยกระแสหลายๆอย่าง คนเลยเข้าใจผิด และคาดหวังว่า จะเป็นหนัง 3D ที่คงอลังการไม่แพ้ Avatar โดยลืมมองไปว่า นี่มันคือหนังผีแนวแอคชั่น ไม่ใช้ Sci-fi หรือ แฟนตาซี ที่จะเนรมิตให้ทุกอย่างอลังการ สวยงามได้อย่าง Avartar หรือ อะเนเมชั่นเรื่องอื่นๆครับ ก็ขอให้คนที่กำลังจะไปดูหรือไปดูมาแล้ว ลองมองในมุมของหนังเรื่องนี้นะครับ ว่า นี่คือหนัง "ผีชีวะ"  เพราะผมเชื่อว่าหลายๆคนอาจลืมจุดสำคัญตรงนี้ไปครับ สำหรับเหตุผลที่หนังภาค 4 อย่าง Afterlife เป็นแบบนี้ นั้นในความเห็นส่วนตัวผมก็ได้อธิบายไปอย่างด้านบนหมดเรียบร้อยแล้วครับCool

 

 

   สุดท้ายผมมีข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ มาฝากครับ สำหรับคอหนังที่จะไปดูเรื่องนี้หรือเรื่องอื่นๆครับ

-สมัยนี้เวลาไปดูหนังไทย พอไม่ชอบใจ ก็บ่นว่า หนังทุนต่ำ ขายมุขเกรียนๆ ฝืดๆ มุขดิบๆ หรือหนังผีก็อีรอบเดิมๆ เลียนแบบกันไปมา ลอกเขามาบ้าง เทคโนโลยีสู้ต่างชาติไม่ได้บ้าง ก็ว่ากันไป

-เวลาไปดูหนังฝรั่ง ทีลงทุน 100 ล้าน พันล้าน แล้วผิดหวังก็บ่นว่าเสียดายเงิน ห่วยแตก ทำได้แค่นี้หรอ(แล้วคุณล่ะ ทำได้อย่างเขาไหม?)

    ภาพยนตร์ปัจจุบันนี้มีให้เราเลือกรับชมมากมายครับ ซึ่งบางเรื่องก็มีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยของมัน ผมว่าการที่คนจะเลือกดูหนังสักเรื่อง คงเลือกดูเรื่องที่เราชอบ และอยากดูจริงๆนะครับ นั่นจะทำให้เราดูสนุก และมีความสุขกับหนังเรื่องนั้นครับ ไม่ใช่ดูเพราะกระแส หรือดูตามๆเพื่อน แล้วก็มาโทษว่าหนังไม่ดี ซึ่งผมคิดว่านั่นมันเป็นความเห็นแก่ตัว และเป็นอะไรที่แย่มากๆๆ ครับ  (แล้วเขาก็ไม่ได้บังคับให้เราไปดูครับ)

    ถ้าเปรียบเทียบ ก็คงเหมือนกับเวลาเราไปซื้อเสื้อสักตัว เราก็เลือกเอง ซื้อเอง แต่พอกลับมาที่บ้านแล้วใส่มันจริงๆกลับไม่พอใจ โทษว่า เสื้อตัวนี้ไม่สวยเลย ไม่น่าซื้อมาเลย เสียดายเงิน ซึ่งความจริงเขาไม่ได้บังคับให้คุณซื้้อมาแต่คุณซื้อมาเองซึ่งอาจด้วยเหตุผลอะไรต่างๆของคุณเองนั้น คงจะโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเองครับ ก็เหมือนกับการที่คุณไปดูหนังแล้วเสียดายเงินนี่ละครับ ก็ต้องโทษตัวคุณเองแล้วละนะครับ ที่เสียค่า ... ไปดู

 

   สุดท้ายนี้จริงๆ อิอิ ก็หวังว่าเอนทรี่นี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆที่กำลังจะไปดูหนังเรื่องนี้นะครับ และก็ขออภัยเพื่อนชาว exteen ด้วยที่วันนี้อาจจะดูแรงไปนิสนึงด้วย เนื่องจากเจอคน ดูถูกหนังเรื่องนี้จนเกินไป จนขนาดด่าว่าหนัง (ตัวเงิน ตัวทอง)มาก      อันนี้แฟนเกมส์และแฟนหนังอย่างผมจึงทนม่ายได้คร้าฟฟฟ เพราะว่าโดยรวมแล้วหนังมีข้อดีเยอะกว่าข้อเสียมากมายครับ เอาเป็นว่า ขอให้ดูหนังกันอย่างมีความสุขนะครับ

 

 

 

edit @ 10 Sep 2010 12:03:46 by Tuy@MU

[Movie]ทำไมถึง "น้ำตาลแดง"

posted on 07 Sep 2010 09:26 by 2freelife  in Movie
ทำไมถึง "น้ำตาลแดง"
 
     กราบสวัสดีพ่อแม่ พี่น้องที่เคารพครับ(ชอบผมเลือกผมกาเบอร์ 1 นะครับ เอ้ย ไม่ใช่ละ) หายหน้าหายตาไปนานอีกเช่นเคยครับ รอบนี้ไม่ได้ป่วย แต่ช่วงนี้นึกไม่ออกจริงๆว่าจะเขียนอะไรดี หนังดีๆก็ยังไม่ค่อยเข้า รึจาไปถ่ายภาพก็ยังไม่มีเวลาไปไหนเลย
     พอดีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เลื่อนๆลอยๆ ได้มีโอกาสไปดูหนังเรื่อง น้ำตาลแดง (แบบไม่ค่อยได้ตั้งใจ ) ซึ่งเชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่ได้ดู อาจจะเพราะอายุไม่ถึง(ป๋มก็ม่ายถึงน้า คิคิ) อาจจะเพราะไม่ชอบเรท R โป๊วาบวิว รับม่ายได้ที่สู๊ดดด(แต่นั่งดูที่บ้านทุกวัน) เอ่อ... นั่นแหละครับ จากเหตุผลมากมาย(ชักแม่น้ำทั้ง 5 อิอิ) แต่ที่จริงๆก็คือเห็นว่าหนังเรื่องนี้มีดีกว่าที่หลายๆคนคิดนะครับ ก็เลยอยากเอามาเขียนเล่าสู่กันฟังครับ
 
      
 

 

      "น้ำตาลแดง" หลายๆคนคงสงสัยว่าทำไมหนังแนวอิโรติก แบบนี้ต้องตั้งชื่อเกี่ยวกับน้ำตาล มันไปเกี่ยวกับน้ำตาล ตรงไหน ยังไง งง ?? หรือจาเอาน้ำตาลมาถูๆหลังแบบในเรื่องจันทร์ดารา (ก็ม่ายช่าย)  อิอิ

 

       หนังเปิดตัวด้วยเรื่องที่มาของชื่อเรื่อง น้ำตาลแดง เลยครับ สำหรับเรื่องแรกจะเป็นชีวิตของผู้หญิงคนนึงที่หนีมาพักใจกับทะเล เพราะทนความเจ้าชู้ไม่เคยพอ ของสามีไม่ไหว และทำให้ได้มาพบกับชายหนุ่มคนนึงที่เป็นพนักงานของโรงแรมแห่งนี้ เรื่องราวจึง ... ขึ้น (แน่ะ คิดละสิ) ประเด็นของการเปิดเรื่องคือ ผู้ชายคนนี้ถามผู้หญิงว่า"ทำไมถึงต้องเป็นน้ำตาลแดงด้วยล่ะ?"(เพราะผู้หญิงสั่งกาแฟ ขอเป็นน้ำตาลแดง) ผู้หญิงจึงตอบว่า "เพราะน้ำตาลขาว พอเราชงดื่มแล้ว ความหวานถึงจะหวานชื่นใจ แต่มันก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว กลับกันสำหรับน้ำตาลแดง ความหวานมันนุ่มละมุน  และกลิ่นไอของมันไม่จางหายไปง่ายๆเหมือนกับน้ำตาลขาว" ซึ่งถ้าเปรียบกับความรักแล้ว คงไม่มีใครอยากมีความรักที่หอมหวานแค่แปบเดียว จริงมั๊ยครับ สำหรับข้อคิดนี้มันโดนใจผมมากอ่ะ รักน้อยๆ แต่รักนานๆ ดีกว่ารักแบบโปรโมตแปบเดียวก็หายไป (ยังหาม่ายได้เล้ยยย )

 

    สำหรับหนังเรื่องนี้แล้วมีทั้งหมด 6 เรื่องด้วยกัน ซึ่งตัดเป็น 2 ส่วนครับ สำหรับที่ฉายอยู่ปัจจุบันมีเรื่อง 3 เรื่องนะครับคือ  1.โสบนเตียง 2.รักต้องลุ้น 3.ปรารถนา สำหรับ Part หลัง(น้ำตาลแดง 2)ที่เหลือคือ 4.หลุมพราง 5.ทฤษฎีบนโต๊ะอาหาร 6.คู่รักบนดาวโลก

 

 1.โสบนเตียง

     สำหรับเรื่องโส(เภณี) บนเตียง อิอิ เป็นเรื่องนึงที่ผมชอบมากสุดใน 3 เรื่องนี้เลยครับ ซึ่งหนังเรื่องนี้เปิดตัวด้วยฉากวาบ วิว ยั่วยวนต่างๆ ประมาณว่า อาเสี่ย เลี้ยงผู้หญิงคนนึงซึ่ง ดูแล้วเหมือนเป็นหญิงขายตัว เพราะเธอเปรี้ยวและเซ็กซี่มากๆ แบบว่า เดินไปไหนมาไหน ผู้ชายมองเธอแทบลูกตาจะกระเด็น(อันนี้ในหนังทำออกมาฮามากครับ)  และในหนังก็เต็มไปด้วยฉากนัวเนีย(เอ่อ ที่พูดมานี่ยังไม่เห็นว่ามันดีตรงไหนเลยใช่มะ อิอิ) แต่ไคแม็กมันอยู่ตรงตอนจบครับ ไม่อยากสปอยล์อ่ะ เอาเป็นว่า หนังเรื่องนี้สอนให้เรารู้ครับว่า ภรรยาที่ดีนั้นเป็นได้ทั้งแม่ศรีเรือนในบ้านและโสบนเตียงครับ 

ปล ความจริงในหนังมันมีข้อคิดเยอะกว่านี้นะครับ มีรายละเอียดยิบย่อยให้คนดูคิดต่อ ซึ่งเรื่องนี้มีข้อคิดเยอะดีครับ

 

2.รักต้องลุ้น

 

 

 
     เรื่องนี้โดนใจวัยรุ่นมากครับ(รู้สึกว่าจาเลยมาละ ฮ่าๆ) เป็นเรื่องราวของคู่รักวัยรุ่นคู่นึง ชวนกันไปที่บ้านในวันที่พ่อแม่ไม่อยู่ครับ เมื่อชาย หญิงได้อยู่สองต่อสองภายในบ้าน และบรรยากาศก็เป็นใจ เรื่องราว... จึงเกิดขึ้น บนฐานของ การเล่นเกมส์ ทายคำถามโดยอีกฝ่ายต้องตอบตามความจริง ห้ามโกหก ไม่ใช่นั้นจะถูกทำโทษ โดยการให้อีกฝ่ายสั่งอะไรก็ได้(แอบเฉลย มีสั่งให้แก้ผ้าด้วย และ อื่นๆอีกมากมาย ตามเรทหนังครับ) จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ อยู่ที่มุข และการรับส่งของนักแสดงครับ ซึ่งใช้คำพูด คำถาม คำตอบได้เป็นพื้นฐานจริงๆของวัยรุ่นดีครับ ทำให้คนดูเข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย ที่สำคัญ ฮามากครับ ยกนิ้วให้เลยซึ่งเป็นนักแสดงหน้าใหม่ด้วยครับ(นัฏฐกันย์  อนุมาตรฉิมพลี, จิตติกร  สรจันทร์) แต่ข้อเสียคือ หนังเรื่องนี้จะมีฉากที่ เป็นฉากสั่งคัตท์ เทคใหม่ อะไรพวกนี้(เหมือนแบบเบื่องหลัง) มาคั่นระหว่างดำเนินเรื่องครับ ทำให้เสียอรรถรสไป

 

3.ปรารถนา

 

 

 

 
 
     สำหรับเรื่องนี้ ผู้กำกับ คงจะพยายามสื่อถึงแรงปรารถนาของตัวละครในเรื่องครับ แต่ทำให้คนดู ดูแล้วออกแนว งงๆ มึนๆ นิดๆ ถ้าเทียบกับสองเรื่องที่ผ่านมา เรื่องนี้ออกแนวชวนหลับเหมือนกันครับ  เรื่องราวของหนุ่มช่างสัก กับสาวนวดแผนโบราณที่ทำงานอยู่ตึกเดียวกัน แต่ไม่แทบไม่เคยได้พูดได้รู้จักกัน แต่แล้ววันนึงหนุ่มช่างสักก็ได้มีโอกาสไปนวดและบังเอิ๊นบังเอิญได้นวดกับนางเอกพอดี(ก็หนังอะเนอะ อิอิ) และยังมีฉากที่นางเอกเข้าห้องน้ำไป .... คนเดียว เสียวไปทั้งโรง (ทำไปได้อ่าครับ หนังเรื่องนี้) และปิดท้ายด้วยการที่นางเอกไปสักกับช่างหนุ่ม แต่สักตรงไหนนั้น เชื่อว่าหลายคนคงรู้จากกระแสข่าวที่ อุ้มลักขณา นักแสดงเรื่องนี้โดนวิพากษ์ วิจารณ์ กับเรื่องนี้ เกี่ยวกับ การโกนขน ตรงนั้น?(ตรงนั้นแหละ) จริงๆ ไม่ใช้แสตนอิน ไม่ใช้นักแสดงแทน 
 
 
 
 
     สุดท้ายนี้ "ความรักเป็นสิ่งสวยงามถ้าเรารู้จักทีจะรักเป็น" แต่ "ความรักก็เป็นดาบสองคม" ได้เช่นกันครับ ดังคำกล่าวที่ว่า "ที่ใดมีรักข์ที่นั่นมีทุกข์" ก็ขอให้คิดสักนิด คิดถึงคิดแคท เอ้ย คิดสักนิด ก่อนคิดจะรักใครนะครับ อิอิ
 
 
 
 
ปล. สำหรับหนังเรื่องนี้ผมให้ 3.5 
ปล. หัก 1 คะแนนจากเรื่องปรารถนา ที่ทำให้ผมง่วงนอน อิอิ และ 0.5 คะแนนจากเรื่องรักต้องลุ้นที่มีฉากเบื้องหลังมาคั่นครับ  
 
 
 
 

edit @ 7 Sep 2010 10:45:35 by Tuy@MU

edit @ 7 Sep 2010 13:21:54 by Tuy@MU

Favourites